รองเท้าเทนนิส รองเท้าเทนนิส สำหรับผู้ชาย

เปิดอ่าน 41 views

รองเท้าเทนนิส สำหรับผู้ชาย : รองเท้ากีฬาออกแบบขึ้นมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นกีฬา และป้องกันการบาดเจ็บ ซึ่งกีฬาแต่ละประเภทจะมีการเคลื่อนไหวเท้าที่แตกต่างกัน โอกาสเกิดการบาดเจ็บก็จะต่างกันไป ทำให้รองเท้ากีฬามีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามกีฬาที่เลือกเล่น

การเลือกรองเท้าสำหรับการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา การเลือกรองเท้านั้นมีความสำคัญมาก เพราะถ้าเลือกไม่เหมาะสมหรือผิดหลักผิดประเภทก็อาจทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา เช่นรองเท้ากัด ปวดเท้า เป็นตาปลา พังผืด เท้าอักเสบ หรือบางรายอาจเกิดอุบัติเหตุระหว่างการออกกำลังกายจนถึงขั้นบาดเจ็บรุนแรงก็มี ดังนั้นเราจึงมีเทคนิคการเลือกรองเท้าออกกำลังกายที่เหมาะสมมาฝากกัน


 

1. การซื้อ

-ควรเลือกในร้านรองเท้าที่เป็นรองเท้าเฉพาะกีฬา เนื่องจากมีตัวเลือกที่เหมาะสมมากมายหลายอย่าง

– ต้องไม่เป็นรองเท้าที่ผลิตนานเกิน2ปี

– ต้องพิจารณาคุณภาพรองเท้าที่ลดราคามากๆ เนื่องจากวัสดุรองเท้าจะมีอายุไม่เกิน2ปี

2. ลักษณะการเลือก

– ควรเลือกให้เหมาะสมกับกีฬา

– ถ้าชีวิตประจำวันและเล่นกีฬาหลากหลาย อาจจะเป็นกลุ่มกลาง ๆ Cross trainning หรือเป็นรองเท้าวิ่ง

– ถ้าจำเป็นจะต้องเล่นกีฬาบ่อยๆ เช่น เล่นเทนนิส บ่อย3-4ครั้งต่อสัปดาห์ อาจจะเลือกเฉพาะลงไปเลยว่าเป็น รองเท้าเทนนิส

– รองเท้าแต่ละชนิดจะมีลักษณะคุณสมบัติที่แตกต่างกันในรายละเอียด มีการปกป้องการบาดเจ็บในกีฬานั้นๆได้มากกว่า เพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวในกีฬาเฉพาะแบบมากขึ้น เช่น รองเท้าบาสเกสบอล จะมีการหุ้มข้อมากกว่า

3. การทดสอบ ควรเลือกและทดสอบรองเท้าในช่วงเวลาเย็น เพราะในช่วงเย็นมีการเดินวิ่งหรือทำกิจกรรมต่างๆมาตลอดทั้งวันทำให้เลือดไหลเวียนลงสู่เท้ามากขึ้น ส่งผลให้เท้าขยายใหญ่ที่สุด ช่วงเวลานี้จึงเหมาะที่จะเลือกรองเท้ามากที่สุดเพื่อป้องกันปัญหารองเท้าคับและไม่เข้ารูป

– ควรปลดเชือกรองเท้าให้เหมือนกับเราไปเล่นกีฬาจริงและผูกตามปกติ

– สวมถุงเท้าที่มีความหนาเหมือนปกติที่เราใช้ทุกครั้ง และทดลองเดินหรือวิ่งสัก2-3ก้าว จะรู้ได้ว่ารองเท้าคู่นั้นเหมาะสมกับเราหรือเปล่า

– ควรต้องมีความนุ่มสบายตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวดีเดี๋ยวไม่ดี – บริเวณของปลายนิ้วเท้า ควรจะสามารถขยับบริเวณปลายนิ้วเท้าได้ แสดงว่า มีพื้นที่โล่งมากพอ ไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ

– การลองควรไม่หลวมเกินไป บางคนลองแล้วมีการเลื่อนหลุดของเท้า แสดงว่าใช้รองเท้าที่ใหญ่เกินไป ไม่พอดี 4 การใช้งาน

– หากมีการสึกหรือเสื่อม หรือหลุดลอกของวัสดุ แสดงว่า รองเท้านั้นเริ่มเสื่อมในด้านคุณภาพ – บางคนอาจจะดูจากระยะเวลาการผลิตก็ได้ ประมาณ2-3ปี

– ควรดูจากลักษณะความบ่อยของการใช้งานด้วย รองเท้าหากไม่ใช้งานเลย กลับจะยิ่งทำให้ตัวรองเท้าสูญเสียประสิทธิภาพไปจะมีการหลุดของวัสดุได้ง่ายกว่า ซื้อมาแล้วควรใช้รองเท้าอย่างสม่ำเสมอ และใช้ถุงเท้ากีฬาสวม เพื่อช่วยปกป้องอีกชั้นหนึ่งในการรับแรงกระแทก เคล็ดง่ายๆของการเลือกรองเท้ากีฬา

 

แล้วเมื่อไรที่เราควรซื้อรองเท้ากีฬา

ประเด็นนี้ ผศ.พญ.กุลภา ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าคลินิกสุขภาพเท้า ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล แนะนำว่า ให้ดูโหงวเฮ้งตัวเองก่อนว่าหน้าอย่างเราจะเล่นกีฬาบ่อยแค่ไหน อย่างนักกีฬาหรือคนที่เล่นกีฬาประเภทใดประเภทหนึ่งอย่างจริงจังเป็นประจำควรซื้อรองเท้ากีฬามาใส่โดยเฉพาะ ส่วนบางคนที่เล่นบ้างไม่เล่นบ้างแต่โดยเฉลี่ยแล้วมีการเล่นมากกว่า 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็ควรซื้อมาใส่เช่นกัน แต่หากเล่นเพื่อความสนุกสนาน ไม่ได้จริงจัง ระยะเวลาในการเล่นน้อย ก็อาจไม่จำเป็นต้องซื้อมาใส่

วิธีเลือกซื้อรองเท้ากีฬา

ผศ.พญ.กุลภา บอกว่า ให้พิจารณาจาก 1.รูปร่างเท้ามี 3 แบบคือ

โก่งลอย ส่วนกลางของฝ่าเท้าจะได้รับแรงกระแทกมาก ต้องเลือกรองเท้าที่มีพื้นหนานุ่ม

อุ้งเท้าโก่ง ควรเลือกรองเท้าที่มีส้นฐานกว้าง เพื่อเสริมความมั่นคงให้กับเท้า

และอุ้งเท้าแบน เท้าจะมีลักษณะเอียงเข้าด้านใน และส่วนกลางของเท้ากว้าง ควรเลือกรองเท้าที่โครงสร้างของส่วนหุ้มข้อเท้าแข็งแรง ลดการเอียงล้มเข้าด้านใน และไม่เลือกรองเท้าที่มีส่วนกลางคอด

2.เวลาในการเลือกซื้อรองเท้า ควรเลือกซื้อรองเท้าเวลาใกล้เคียงกับที่เล่นกีฬา เพื่อให้รองเท้ามีความพอดีกับเท้า หากหลวมเกินไป อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ เพราะเท้ามีขนาดเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา อย่างตอนเช้าเท้าจะเล็กที่สุด หากเล่นกีฬาตอนเช้าก็ต้องเลือกซื้อรองเท้าเวลาใกล้เคียงกับช่วงเช้าที่สุด เพื่อให้รองเท้ามีความพอดี เพราะหากมีการเดินมากในแต่ละวันจนเท้าขยายเมื่อเลือกซื้อรองเท้าในช่วงบ่ายหรือเย็น พอนำมาสวมเล่นกีฬาในช่วงเช้าก็อาจทำให้รองเท้าหลวมเกินไปได้

3.เลือกให้เหมาะสมกับกีฬาที่เล่น โดยรองเท้ากีฬามี 3 ประเภท คือ

รองเท้ากีฬาสำหรับวิ่ง แบ่งเป็นรองเท้าจ๊อกกิ้ง ซึ่งการวิ่งจะลงส้นแล้วส่งน้ำหนักไปที่หน้าเท้า รองเท้าจ๊อกกิ้งจึงมีการเสริมส้นหนาและบานออกเพื่อรับแรงกระแทก ป้องกันการล้ม อีกแบบคือการรองเท้าสปรินเตอร์ สำหรับนักวิ่งแข่ง หรือการวิ่งบนลู่ รองเท้าแบบนี้จะมีตุ่มแหลมเพื่อช่วยจิกตะกรุยพื้นให้วิ่งถีบไปข้างหน้าได้

รองเท้ากีฬาประเภทเล่นในคอร์ด อย่างเทนนิสที่มีการยืนบนหน้าเท้าตลอด และมีการเคลื่อนไหวของเท้าในทิศทางต่างๆ มาก ก็ต้องเลือกรองเท้าที่มีการเสริมความแข็งแรงที่หน้าเท้า รวมถึงรอบบริเวณหน้าเท้าและนิ้ว เพื่อป้องกันโครงสร้างรองเท้าสึกและการบาดเจ็บจากการสไลด์ตัว เป็นต้นหรือบาสเกตบอลที่มีการกระโดดมาก รองเท้าก็จะมีลักษณะหุ้มข้อขึ้นมา เพื่อช่วยเตือนผู้เล่นให้ทราบว่าข้อเท้าอยู่ในท่าตรงหรือไม่ ป้องกันเท้าพลิก

รองเท้าประเภทสนาม จะเป็นตุ่มหนามเพื่อช่วยจิกสนามไม่ให้ลื่นไถล เช่น รองเท้าฟุตบอล แต่ตัวรองรับแรงกระแทกที่พื้นจะไม่เยอะ เพราะเล่นบนหญ้า บนพื้นดินที่มีความนุ่มช่วยรับแรงกระแทก เป็นต้น

รองเท้ากีฬาประเภทครอสเทรนนิง (Cross-training) เป็นรองเท้าลูกผสมของรองเท้ากีฬา 3 แบบ เหมาะสำหรับคนที่ไม่ได้เล่นกีฬาหลากหลาย ไม่ได้เน้นเล่นอะไรเป็นพิเศษ หรือชอบเล่นฟิตเนส ซึ่งจะมีการทั้งการเต้นแอโรบิก ขี่จักรยาน วิ่งลู่ ก็จะมี ซึ่งรองเท้าจะมีการเสริมรับแรงกระแทกทั้งด้านหน้าด้านหลัง ไม่ได้มีลักษณะโดดเด่นอะไรเป็นพิเศษก็อาจเลือกใช้รองเท้ากลุ่มนี้ได้

รองเท้าเป็นลักษณะนิ้วเท้า เพื่อให้เหมือนกับการวิ่งเท้าเปล่ามากที่สุด จากการศึกษาพบว่าไม่ได้ดีกว่าหรือทำให้เกิดการบาดเจ็บมากกว่ารองเท้ากีฬา แต่ผู้ที่ใช้รองเท้ากีฬานี้เท้าจะต้องไม่มีความปิดปกติ

และรองเท้าขาเพรียว ที่พื้นรองเท้าจะโค้งเหมือนท้องเรือ ใส่แล้วจะไม่มีความมั่นคง รู้สึกโยกตลอดเวลา จึงต้องใช้กล้ามเนื้อในการทรงตัวบนรองเท้าและก้าวเดินอย่างมาก จึงโฆษณาว่าทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตลอดเวลา ช่วยให้สะโพกกระชับ กล้ามเนื้อน่องเรียวเล็ก แต่จากการศึกษาพบว่ามีการใช้กล้ามเนื้อเยอะจริง แต่ไม่ถึงกับช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงมากถึงขั้นกระชับสัดส่วน โดยผู้สวมจะต้องไม่มีปัญหาเท้าผิดปกติ

ผศ.พญ.กุลภา บอกอีกว่า หากจะเลือกรองเท้ากีฬานอกจากหลักเกณฑ์ข้างต้นแล้ว ควรเลือกคู่ที่เราถูกใจก่อน แล้วค่อยเลือกขนาดที่เหมาะสมกับเท้าของเรา โดยจะต้องลองสวมทั้งสองข้าง เพราะเท้าทั้งสองข้างมีขนาดไม่เท่ากัน

และเมื่อเลือกรองเท้ากีฬาได้แล้ว ก็ถึงเวลาพารองเท้าคู่ใจไปออกกำลังกาย แต่อย่าลืมยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนเล่นกีฬากันสักนิด เพราะร่างกายอาจบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาได้

cr:http://www.manager.co.th/QOL/Viewnews.aspx?NewsID=9570000129907

รองเท้ากีฬา

พ.ญ.กุลภา ศรีสวัสดิ์
ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

รองเท้ากีฬา
พ.ญ.กุลภา ศรีสวัสดิ์
ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

เท้าเป็นอวัยวะที่เป็นรากฐานของมนุษย์ คนเราใช้เท้าทุกวันในการนั่ง เดิน ยืน วิ่ง กระโดด เคยมีการศึกษาพบว่าผู้ชายหนัก 80 ก.ก. เดินเฉลี่ย 8,000 ก้าว โดยเท้ารับน้ำหนักรวมประมาณ 1,000 ตันต่อวัน จะเห็นว่าเท้าเป็นอวัยวะเล็กๆ ที่ถูกใช้งานอย่างหนัก แต่ในขณะเดียวกัน เท้าเป็นอวัยวะที่มักถูกมองข้าม คนเรามักไม่ค่อยสนใจดูแลเท้า ตั้งแต่การทำความสะอาดไปจนถึงการเลือกใช้รองเท้าที่เหมาะสม

ดูจากลักษณะภายนอกอาจเห็นว่าเท้าเป็นเพียงอวัยวะเล็กๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วเท้าประกอบด้วยกระดูกข้างละ 26 ชิ้น และกล้ามเนื้อและเอ็นอีก 32 มัด เมื่อนับรวมจำนวนกระดูกเท้าทั้งสองข้างจะพบว่าเป็นจำนวนถึงหนึ่งในสี่ของจำนวนกระดูกทั่วร่างกาย กระดูกเล็กๆ เหล่านี้ทำงานประสานกันอย่างน่าทึ่งในแต่ละก้าวเดิน จากการวิเคราะห์วงจรการเดินและการวิ่งพบว่าจังหวะและการรับน้ำหนักของเท้านั้นแตกต่างกัน ดังนั้นจึงควรเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับประเภทของการใช้ด้วยเพื่อให้ได้ประโยชน์จากรองเท้าสูงสุด

ประโยชน์ของรองเท้า
– ห่อหุ้มป้องกันเท้าจากการเกิดบาดแผลและการบาดเจ็บต่างๆ จากการใช้งาน
– เพื่อความสวยงามและความเหมาะสมในการเข้าสังคมในโอกาสต่างๆ
– มีการปรับรองเท้าหรือใช้รองเท้าชนิดพิเศษเพื่อรักษาปัญหาเกี่ยวกับเท้า
– การใช้รองเท้าที่เหมาะสมกับงานจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดีขึ้น

รองเท้ากีฬา
ในแวดวงการกีฬา รองเท้ากีฬานับเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญและมีการพัฒนาไปอย่างมากไม่น้อยหน้าอุปกรณ์กีฬาชนิดอื่น บริษัทเครื่องกีฬาทั้งในและต่างประเทศมีการศึกษาวิจัยและพัฒนาวัสดุที่ใช้เป็นส่วนประกอบของรองเท้า รวมทั้งพัฒนารูปแบบสีสันของรองเท้า เพื่อความสวยงามทันสมัยและเพื่อให้รองเท้าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นกีฬาให้ดียิ่งขึ้น

ส่วนประกอบของรองเท้ากีฬาอาจแยกง่ายๆ ได้เป็น
– ส่วนบน (upper)
– ส่วนพื้นรองเท้า (sole)
– ชั้นใน
– ชั้นกลาง
– ชั้นนอก

ส่วนบน คือส่วนที่ห่อหุ้มบริเวณหลังเท้าทั้งหมด ควรเลือกใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติในการยืดขยาย มีความทนทาน และสามารถระบายความชื้นและความร้อนได้ดี วัสดุที่มีใช้ในท้องตลาด ได้แก่ หนังชนิดต่างๆ ผ้าใบ ใยสังเคราะห์ เป็นต้น

ส่วนพื้นรองเท้า แบ่งออกเป็น 3 ชั้น
– ชั้นใน คือชั้นที่สัมผัสกับฝ่าเท้า ควรเลือกใช้วัสดุที่ไม่ระคายฝ่าเท้า และให้ผิวสัมผัสนุ่มสบาย
– ชั้นกลาง เป็นส่วนสำคัญของพื้นรองเท้า โดยมีหน้าที่หลักดังต่อไปนี้
– ช่วยรับและกระจายแรงกระแทกจากหลัง ขา และเท้า ลงสู่พื้น
– ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการเดินและวิ่งขณะเล่นกีฬา
– วัสดุที่ใช้สำหรับชั้นกลางควรเป็นวัสดุที่รับและกระจายน้ำหนักได้ดี น้ำหนักเบา ทนทาน และมีความยืดหยุ่นได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะมีผลช่วยลดการเกิดการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
– ชั้นนอก คือพื้นรองเท้าด้านนอกที่สัมผัสกับพื้นดิน นอกจากคุณสมบัติที่เหมือนกับชั้นกลางแล้ว สิ่งที่ต้องให้ความสนใจคือลวดลายรูปแบบของพื้นด้านนอก (tread pattern) ซึ่งจะมีผลต่อความยืดหยุ่น ความลื่น และเป็นจุดหมุนของรองเท้า

ชนิดของรองเท้ากีฬา สามารถแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้
– รองเท้าวิ่ง (running shoes)
– รองเท้ากีฬาประเภทคอร์ท (court shoes) เช่น เทนนิส บาสเกตบอล วอลเลย์บอล
– รองเท้ากีฬาประเภทสนาม (field shoes) เช่น ฟุตบอล กอล์ฟ

รองเท้าวิ่ง (Running Shoes)
มีการศึกษาพบว่า 50%-70% ของนักวิ่งได้รับบาดเจ็บจากการวิ่ง ทั้งนี้เนื่องจากในขณะวิ่ง 200%-300% ของน้ำหนักตัว กดลงบริเวณส้นเท้า(หรือปลายเท้าในนักวิ่งเร็วระยะสั้น) ดังนั้นรองเท้าวิ่งจึงมีบทบาทสำคัญต่อนักวิ่งเป็นอย่างยิ่ง บทบาทของรองเท้าวิ่ง ได้แก่
– ช่วยรับและกระจายน้ำหนัก วัสดุที่ใช้โดยเฉพาะบริเวณส้นเท้าจะมีคุณสมบัติพิเศษในการกระจายแรงกระแทกไปสู่ส่วนต่างๆ รวมทั้งถ่ายเทน้ำหนักลงสู่พื้น
– ป้องกันการเกิดการบาดเจ็บ ส่วนพื้นรองเท้าชั้นนอกโดยเฉพาะบริเวณส้นเท้าจะมีลักษณะบานกว้างออก เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นคงในแต่ละก้าวที่วิ่งไป
– ช่วยเพิ่มความสามารถในการวิ่ง ลดปริมาณการใช้งานของกล้ามเนื้อน่องและเข่า

รองเท้ากีฬาประเภทคอร์ท (Court Shoes)
การเล่นกีฬาประเภทคอร์ทมีลักษณะการเคลื่อนไหวเฉพาะตัวที่แตกต่างจากกีฬาประเภทอื่น ได้แก่ ลักษณะการยืนในท่าเตรียมพร้อมโดยน้ำหนักกดลงบริเวณปลายเท้า มีการเคลื่อนไหวทั้งในแนวหน้าหลังและด้านข้าง โดยการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างรวดเร็วและหยุดกระทันหัน และนอกจากการเคลื่อนไหวในแนวระนาบแล้วยังมีการกระโดดอีกด้วย ดังนั้นรองเท้ากีฬาประเภทคอร์ทจึงต้องมีลักษณะและบทบาทเฉพาะตัว ได้แก่
– ช่วยรับและกระจายน้ำหนัก วัสดุที่ใช้โดยเฉพาะบริเวณฝ่าเท้าส่วนหน้า และส้นเท้าจะมีคุณสมบัติในการรับและถ่ายเทแรงที่มาจากทิศทางต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และช่วยลดปริมาณการใช้งานของกล้ามเนื้อ
– ป้องกันการเกิดการบาดเจ็บ วัสดุที่ใช้มีความแข็งแรงทนทาน และกระชับบริเวณฝ่าเท้า และส้นเท้าเพื่อรองรับการเคลื่อนไหวในทิศทางต่างๆ และช่วยประคองข้อเท้าสำหรับรองเท้าชนิดหุ้มข้อ
– ลวดลายรูปแบบของพื้นด้านนอก (tread pattern) จะมีลักษณะพิเศษซึ่งจะมีผลต่อความยืดหยุ่น ความลื่น และเป็นจุดหมุนของรองเท้า
– ขอบพื้นรองเท้าชั้นนอกจะหนา เพื่อป้องกันการสึกของขอบพื้นรองเท้าจากการเคลื่อนไหว และการลากเท้าในทิศทางต่างๆ

รองเท้ากีฬาประเภทสนาม (Field Shoes)
ลักษณะการเคลื่อนไหวของกีฬาประเภทสนามเป็นการเคลื่อนไหวในทุกทิศทางอย่างรวดเร็วและหยุดกระทันหัน รวมทั้งมีการกระโดด และอาจมีการเตะลูกบอล ดังนั้นบทบาทสำคัญของรองเท้ากีฬาประเภทนี้ ได้แก่
– รองเท้าต้องมีความกระชับและยืดหยุ่นดี เพื่อให้ผู้เล่นสามารถรู้สึกถึงสัมผัสในขณะสัมผัสลูกบอล ในขณะเดียวกันวัสดุที่ใช้ต้องเป็นวัสดุที่สามารถป้องกันการเกิดการบาดเจ็บต่อเท้าได้ด้วย
– บริเวณพื้นรองเท้าจะมีปุ่มเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะกับพื้นสนาม และป้องกันการลื่นล้ม
– รองเท้ากอล์ฟที่มีคุณภาพดี จะช่วยในการถ่ายน้ำหนักซ้ายขวา ตามวงสวิงของผู้เล่นด้วย

ถุงเท้า
นอกจากรองเท้าจะเป็นอุปกรณ์สำคัญในการเล่นกีฬาดังได้กล่าวแล้ว ถุงเท้าก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน หน้าที่สำคัญของถุงเท้า ได้แก่
– ช่วยลดการเสียดสีระหว่างเท้ากับรองเท้า
– ช่วยในการดูดซับและระบายความชื้น
– ช่วยในการรับและส่งผ่านแรงกระแทก
– ช่วยควบคุมอาการบวมที่อาจเกิดขึ้นจากการเล่นกีฬา

แผ่นเสริมรองฝ่าเท้าชั้นใน

โดยทั่วไปแล้วสำหรับผู้ที่มีลักษณะเท้าปกติ หากเลือกใช้รองเท้าคุณภาพดีพอใช้ เหมาะสมกับประเภทของกีฬา และเลือกขนาดรองเท้าที่พอดีนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้แผ่นเสริมรองฝ่าเท้าชั้นในอีก แผ่นเสริมชนิดนี้จะมีประโยชน์ในผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเท้า หรือใส่รองเท้าไม่พอดี หากมีปัญหาเพียงเล็กน้อยก็สามารถหาซื้อแผ่นเสริมรองฝ่าเท้าชั้นในซึ่งมีขายทั่วไปในท้องตลาดได้ แต่หากมีปัญหามากควรไปพบแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู เพื่อตรวจประเมินปัญหา และอาจต้องทำแผ่นเสริมรองฝ่าเท้าชั้นในซึ่งทำขึ้นเฉพาะสำหรับแก้ปัญหานั้นๆ ประโยชน์ของแผ่นเสริมรองฝ่าเท้าชั้นใน ได้แก่
– ช่วยกระจายการรับน้ำหนักสู่ส่วนต่างๆ ของฝ่าเท้า
– ช่วยลดการเสียดสีระหว่างเท้ากับรองเท้า
– ช่วยในการรับและส่งผ่านแรงกระแทก
– ช่วยควบคุมเท้าให้อยู่ในลักษณะที่เหมาะสม

บัญญัติ 10 ประการก่อนเลือกซื้อรองเท้า

1. ไม่มีมาตรฐานของขนาดรองเท้า รองเท้าต่างยี่ห้อเบอร์เดียวกันอาจไม่เท่ากันก็ได้ หรือแม้แต่รองเท้ายี่ห้อเดียวกันแต่คนละรุ่น
เบอร์เดียวกันก็อาจจะไม่เท่ากันได้
2. วัดขนาดของเท้าทั้งสองข้างก่อนเลือกซื้อรองเท้าเสมอ เนื่องจากคนส่วนใหญ่เท้าทั้งสองข้างมีขนาดไม่เท่ากัน
3. เลือกรองเท้าที่เหมาะกับรูปเท้า เช่น หากหน้าเท้ากว้างก็ควรเลือกรองเท้าที่มีลักษณะหน้าเท้ากว้าง ควรคิดไว้เสมอว่ารองเท้า
มีไว้เพื่อป้องกันเท้า มิใช่ทำให้เท้าเจ็บ
4. ลองรองเท้าในแบบ ขนาดและรูปทรงต่างๆ ก่อนตัดสินใจ เพื่อให้ได้รองเท้าที่เหมาะสมกับเท้าของเรามากที่สุด
5. ความยาวที่เหมาะสม คือ ควรจะมีพื้นที่เหลือระหว่างปลายนิ้วเท้าที่ยาวที่สุดกับขอบในรองเท้าประมาณ 3/8 ถึง 1 นิ้วฟุต
6. ความกว้างที่เหมาะสม คือ ส่วนที่กว้างที่สุดของเท้าอยู่ตรงกับส่วนที่กว้างที่สุดของรองเท้า
7. ส้นเท้าพอดี ไม่หลวมและไม่หลุดในขณะเดินหรือวิ่ง
8. หากเท้ามีปัญหาจำเป็นต้องใช้วัสดุเสริม ควรนำวัสดุเสริมไปลองใส่กับรองเท้าด้วย
9. ควรเลือกซื้อรองเท้าให้เหมาะสมกับชนิดของกิจกรรม และเลือกซื้อในเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกับเวลาที่จะใช้รองเท้านั้น
เช่น หากจะวิ่งออกกำลังในช่วงเย็น ก็ควรไปเลือกซื้อรองเท้าในช่วงเย็น เนื่องจากเท้ามักจะขยายขนาดในช่วงเย็น
10. ลองสวมรองเท้าทั้งสองข้างเดินทุกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อรองเท้า

 

cr:http://thairunning.com/shoes.htm

.

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : รองเท้าเทนนิส รองเท้าเทนนิส สำหรับผู้ชาย